วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การสนทนาในรายการรหัสแห่งสุริยจักรวาล



  โหราศาสตร์เป็นทั้งศาสตร์-ศิลปและสถิติ

...การสนทนาระหว่างนายจรัญ พิกุล กับพ.อ.อ. บุญช่วย ชุ่มเชิงรักษ์ ในรายการรหัสแห่งสุริยจักรวาล- 

บทความจากหนังสือพยากรณสาร...






บุญช่วย...สวัสดีครับ พยากรณสารฉบับใหม่คือ ฉบับเดือนมิถุนายน มีจดหมายจากนักโหราศาสตร์สมัครเล่นคนหนึ่ง ตั้งปัญหาถามไปว่า “โหราศาสตร์เป็นอะไรกันแน่” เพราะศึกษาวิชานี้มานาน จนบัดนี้ก็ยังไม่อาจจะสรุปได้ว่าโหราศาสตร์เป็นศาสตร์หรือศิลปะ? เป็นวิชาสถิติหรืออะไรกันแน่ ในจดหมายถึงบรรณาธิการมีว่าดังนี้ครับ... และในตอนท้าย บ.ก. ก็ขอให้นักโหราศาสตร์ช่วยกันตอบ จะได้ทราบกันหลายๆ ทัศนะ และความสงสัยในทำนองนี้เป็นเรื่องที่ยังมีอีกมาก วันนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสเหมาะที่น่าจะพูดกันถึงเรื่องนี้อีกสักที ความจริงที่แล้วๆ มาเราก็เคยพูดไว้บ้างแล้วว่า วิชาโหราศาสตร์คืออะไร ….


จรัญ...เป็นความจริงครับที่ว่า ยิ่งเรียนก็ยิ่งมีความสงสัยมากขึ้นว่า วิชาโหราศาสตร์เป็นวิชาอะไรกันแน่ ส่วนมาเมื่อเรียนกันใหม่ๆ ก็มีศรัทธาอยู่แล้วว่า โชคชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับดวง คือถ้าดวงบอกว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น และความคิดที่ว่าขึ้นกับดวงชะตานี้ก็เลยหมายไปถึง “พรหมลิขิต” ด้วย คือทำให้เข้าใจว่าความเป็นไปของคนเรา คงจะดำเนินไปตามรอยลิขิตอะไรสักอย่างเป็นแน่… จดหมายจากนักโหราศาสตร์สมัครเล่นคนนี้เมื่อสรุปแล้ว ก็จะมีปัญหาดังนี้ คือ...








...๑.โหราศาสตร์เป็นวิชาอะไร เป็นศาสตร์หรือศิลปะ หรือสถิติ เป็นพรหมลิขิตหรืออย่างไร?

...๒.เหตุใดโหรโบราณจึงทำนายแม่น เขามีเคล็ดลับอะไรหรือ ทำไมดวงชะตาอย่างที่ใช้กันทั่วๆ ไป(ดวงอีแปะ) ...จะมีอะไรบกพร่องหรือ?

...๓.สงสัยว่าทำไมดวงชะตาคนฝาแฝดหรือคนที่เกิดใกล้ๆ ไล่เลี่ยกันจึงมีวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่ก็มีดวงชะตาเมื่อผูกแล้วก็เป็นดวงอย่างเดียวกัน จะแตกต่างก็เพียงเล็กๆ น้อยๆ...


บุญช่วย - นั่นซิครับ…ผมคิดว่าเรามาตอบเป็นข้อๆไปจะดีกว่า ข้อแรก คือโหราศาสตร์เป็นอะไรกันแน่ คุณจรัญมีความคิดเห็นอย่างไรครับ ในฐานะที่คุณจรัญได้ศึกษาและจับงานด้านนี้มาตลอด ผมเชื่อว่าปัญหาทำนองนี้ก็คงจะเคยสงสัยมาแล้วใช่ไหมครับ?


จรัญ ครับ…ผมเคยสงสัยมาแล้ว ปัญหานี้ก่อนอื่นผมขอชี้แจงว่า เป็นทัศนะของผมนะครับ คือหลังจากที่ได้ศึกษาค้นคว้าในศาสตร์นี้มาหลายปีทั้งดวงชะตาแบบไทย สากล และอื่นๆ ตอนแรกผมก็เข้าใจไปว่าโหราศาสตร์คือวิชาที่ว่าด้วยพรหมลิขิต คือหมายความว่า ถ้าเราเรียนรู้เรื่องดวงชะตาทางโหราศาสตร์ เราก็จะรู้พรหมลิขิตของเราเอง ว่าชีวิตเมื่อถึงเวลานั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พูดง่ายๆ ก็คือต้องเป็นไปตาม”บทบอก” ของดวง จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อันนี้มานมาค้านกบหลักความจริงอย่างหนึ่งครับ คือทุกวันนี้เรามีคำสอนที่ให้คนทำดี หลีกความชั่ว พูดง่ายๆก็คือ ถ้าคนเราต้องมีอันเป็นไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ทำไมเราจึงต้องมาเรียนรู้เรื่องความดีความชั่วอะไรกัน ซึ่งเมื่อศึกษาค้นคว้าในวิชาโหราศาสตร์ไปนานๆ ก็ได้ความว่า ดวงชะตาซึ่งผูกขึ้นตามวันเวลาเกิดและมีดาวต่างๆนี้ หาใช่พรหมลิขิตร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ ดวงดาวเป็นเพียงเครื่องชี้ทาง ชี้บอกว่าชีวิตของเราน่าจะไปอย่างไร น่าจะเป็นอย่างไรมากกว่าครับ ในตำราของโหราศาสตร์สากลส่วนมากเขาจะย้ำเรื่องนี้ไว้เสมอ คือเขาจะบอกไว้เป็นทำนองว่า”ดวงดาวเป็นเครื่องชี้บอกมากกว่าที่จะเป็นเครื่องบังคับ” หมายความว่าคนเรามีได้ขึ้นอยู่ที่ดวงชะตาแต่อย่างเดียว แต่ดวงชะตาซึ่งหมายถึงดวงดาวในวันเกิด เป็นเครื่องมือที่พิสดารอย่างหนึ่งในการอ่านวิถีชีวิตของคนเรา ซึ่งการอ่านนั้นจะอ่านผิดหรือถูกก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนอ่าน บางคนอาจจะผูกดวงชะตาเขาผิด แต่บางทีก็ทายได้แม่นยำ บางทีดวงง่ายๆ เช่นที่เรียกว่าดวงอีแปะ มาทำนายก็ทายถูกได้แม่นยำ อย่างที่คนโบราณเคยมีเรื่องเล่ามาแล้ว...


บุญช่วย- เอ…ผูกดวงผิดแล้วทายถูก นี่มันเป็นไปได้อย่างไรครับ คือทำให้เห็นว่าวิชาการทำนายนี้คงมีความลี้ลับอะไรสักอย่าง ซึ่งบางทีไม่เกี่ยวกับดวงก็ได้ อาจจะเป็นญาณดลใจหรือมีญาณหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นในตัวผู้ทำนายเอง คุณจรัญมีความเห็นอย่างไรครับ...


จรัญ - ครับ เป็นของแน่ทีเดียว…เพราะผมได้ประสพมากับตัวเองแล้ว เมื่อตอนเรียนวิชาพยากรณ์ใหม่ๆ ตอนนั้นก็ยังผูกดวงแบบง่ายๆ ไม่เป็นอะไรนัก อาศัยหลักทำนายเพียงแค่วิชาทักษาพยากรณ์ ผมเคยทายแม่นยิ่งกว่าตาเห็น แต่ก็มีความแม่นยำเป็นพักๆเป็นคราวๆครับ ซึ่งมาในตอนหลังนี้เรายิ่งเรียนรู้หลักวิชาอะไรต่างๆ มากขึ้น บางครั้งก็ทำนายสู้มีหลักวิชาอย่างง่ายๆ ไม่ได้ เรื่องนี้ผมว่าไม่เกี่ยวแก่หลักวิชา แต่มันเกี่ยวด้วยความเร้นลับอะไรสักอย่าง อยากจะขอเรียกว่า”ญาณดลใจ-หรือญาณหยั่งรู้” คือมันมักเกิดขึ้นแก่นักพยากรณ์ได้เป็นบางครั้งบางคราว ไม่ว่านักพยากรณ์จะเรียนทางดวงดาว ลายมือ นั่งทางใน มีตาทิพย์อะไร ก็ต้องอาศัยตัว “ญาณดลใจหรือณาณหยั่งรู้” ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ อย่างที่คุณนักโหราศาสตร์สมัครเล่นคนหนึ่งเขียนเล่าไปว่าในพงษาวดารเคยเล่าถึงความแม่นยำ ของโหรโบราณมาแล้วที่ทายได้ว่า สัตว์ที่ครอบไว้เป็นสัตว์สี่เท้าและบอกจำนวนไว้เสร็จ การทายได้แม่นยำถึงเพียงนี้ ผมว่าบางครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับเคล็ดลับหรือมีหลักวิชาพิสดารอะไรครับ ความจริงน่าจะเป็น”ญาณหยั่งรู้” อะไรสักอย่างมากกว่า เพราะถ้าเป็นเคล็ดลับหรือหลักวิชาที่แม่นยำอะไรแล้วก็ควรจะเรียนรู้กันได้หมดและใช้กันได้เสมอ หมายความว่า ดูดวงทีไรก็ต้องแม่นทุกที แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมจึงอยากจะกล่าวว่าโหราศาสตร์เป็นศิลปที่ตรงนี้ คือเป็นศิลปะก็ตรงที่สอนกันไม่ได้ เรื่อง”ญาณหยั่งรู้หรือญาณดลใจ” มันเป็นเรื่องเกิดขึ้นเองเฉพาะตัวและบางเวลา นักพยากรณ์ทุกแขนงไม่ว่าทางดวงดาว ลายมือ ก็ต้องเรียนหลักเกณฑ์ไปตามหลักวิชา แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง “สิ่งดลใจอะไรที่ผมว่ามานี้” เพราะเจ้าตัวนี้มันจะช่วยให้เกิดความแม่นยำอย่างประหลาดมหัศจรรย์ และสอนกันยาก สำหรับนักโหราศาสตร์มักจะเกิดได้ง่าย ตอนที่เรียนวิชานี้ใหม่ๆ เพราะกำลังมีศรัทธาแรงกล้าจึงทำให้เกิด “ญาณแวบขึ้นมาได้” บางทีเอาดวงผิดๆ หรือผูกดวงอย่างง่ายๆ ก็ทายถูก ผมจึงอยากจะพูดว่าโหราศาสตร์เป็นศิลปด้วย คือศิลปะในการทำนายชี้ขาด เลือกทำนายได้ถูกเรื่อง หลักเกณฑ์ต่างๆ เป็นเครื่องนำทางคล้ายกับเป็นเครื่องตะล่อมให้เกิดญาณ…โหรอินเดียบางแห่งเขาจึงสอนวิชาโหราศาสตร์ควบคู่กับโยคีคือฝึกสมาธิ ฝึกจิตไปในตัวด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดปัญญา เกิดญาณดลใจ ดังนั้นถ้าเรียนโหราศาสตร์อย่างวิทยาศาสตร์ คือแบบสองบวกสองแล้วต้องเป็น แบบนี้ไม่ได้ผลครับ สำหรับการทำนายโหราศาสตร์ จึงมีส่วนเป็นศิลปะมากครับคือมีศิลปะในการอ่านดวง ในการตีความหมายการพูด และเป็นศิลปะที่จะก่อให้เกิดญาณดลใจ บางคนต้องเรียนรู้หลักเกณฑ์อะไรมากๆ จึงจะเกิดญาณที่ทำนายได้แม่น บางคนก็เรียนรู้อะไรเพียงง่ายๆก็ทายได้แม่น แต่ก็เอาแน่ยาก มักจะใช้ได้เป็นครั้งคราว...


บุญช่วย - อ้อ … พอจะเข้าใจแล้วครับ หลักวิชาของโหราศาสตร์ไม่ว่าจะละเอียดพิสดาร มีหลักเกณฑ์ต่างๆ มากน้อยเพียงไร ก็ยังไม่สำคัญเท่าเกิด”ญาณ” ถ้ามี “ญาณดลใจ” เข้าช่วยด้วยจะทำให้ทำนายอย่างแม่นยำ หลักเกณฑ์หรือมีหลักวิชาเคล็ดลับ จะดีเด่นเพียงไรก็หาได้ใช้ได้เสมอไปไม่ บางคนเราเอาหลักเกณฑ์ เอาวิธีทายใช้ได้ถูก แต่บางคนก็ไม่เกิดผล มันคงจะมีความลี้ลับอะไรอีก ตรงนี้เราต้องอาศัย”ญาณ” ซึ่งคุณจรัญเรียกว่าเป็นศิลปลึกลับอะไรอย่างหนึ่งใช่ไหมครับ…







จรัญ - ครับ โหราศาสตร์เป็นศิลปะที่ตรงนี้ คือตรงที่จะทำนายให้แม่นยำได้มากที่สุด และได้ผลนานที่สุดคือทายให้แม่นยำมากกว่าทายผิดๆ แต่โหราศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นศิลปทั้งหมดนะครับ เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นทั้งวิชาสถิติอยู่ด้วยครับ สรุปง่ายๆ ก็คือ โหราศาสตร์เป็นทั้งศาสตร์ ศิลปะ และสถิติคือรวมกันหมดเลยครับ แยกให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้แน่...


บุญช่วย - เอ… ตอนนี้ชักงงๆ แล้วครับ ก็ไหนว่าเป็นศิลปะแล้ว จะเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไรกันครับ ขออธิบายขยายความหน่อยครับคือ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ตรงไหน เป็นศิลปะที่ตรงไหน…


จรัญ คืออย่างนี้ครับ ก่อนที่เราจะผูกดวงชะตา เราต้องอาศัยปูมปฏิทินโหร ปูมปฏิทินโหรก็เป็นเรื่องของดวงดาว ดวงดาวต่างๆ ที่เคลื่อนไหวโคจรอยู่ในท้องฟ้าเวลานี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ไปแล้ว เราเรียกว่าวิชาดาราศาสตร์ วิชานี้สามารถบอกตำแหน่งของดวงดาวในท้องฟ้าได้อย่างใกล้เคียงที่สุด และจะคำนวณหาตำแหน่งดาวเมื่อไหร่ก็ได้ เขามีหลักเกณฑ์คำนวณได้แม่นยำ ไม่ต้องอาศัยญาณดลใจอะไร ดาวทุกดวงที่ใช้ในดวงชะตามีกฏเกณฑ์แน่นอนว่าจะต้องเดินไปอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อจะเดินช้าเดินเร็ว เดินหน้าถอยหลัง เดินใกล้-ไกลโลก มีตัวเลขที่จะคำนวณได้หมด วิชาโหราศาสตร์จึงเป็น”วิทยาศาสตร์” ก็ตรงที่การผูกดวงครับ เราจึงต้องมีการผูกดวงอย่างละเอียดให้รู้ถึงองศา-ลิปดา 
ให้รู้ถึงนวางศ์-ตรียางศ์ ให้รู้ถึงมุมสัมพันธ์ รู้อะไรต่างๆที่เป็นตัวเลขที่เราสามารถจะคำนวณได้อย่างละเอียด ดังนั้นถ้าเราผูกดวงยิ่งละเอียดเท่าใด ก็เป็นทางช่วยให้การอ่านดวงได้ดีมากขึ้น ตอนผูกเป็นดวงนี้เป็นเรื่องของศาสตร์ละครับ คือไม่ต้องมีศิลปะอะไรทั้งสิ้น ใครรู้เรื่องคำนวณก็เรียนได้ เป็นของตายตัวดิ้นไม่ได้ สองบวกสองก็ต้องเป็นสี่ เมื่อคำนวณได้ว่าดาวนั้นอยู่ตรงนั้นก็ต้องอยู่ตรงนั้น จะไปอยู่ที่อื่นไม่ได้ นอกจากเราคำนวณผิดเท่านั้น โหราศาสตร์จึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่ตรงนี้ คือตรงการคำนวณ...


บุญช่วย- อ้อ… พอเข้าใจแล้วครับ ก่อนที่จะทำนายใครก็ต้องมีดวง ดวงก็ผูกจากปูม ปูมโหรก็ดี การคำนวณก็ดี เป็นเรื่องของตัวเลข เป็นเรื่องของการคำนวณซึ่งเรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการทำนายเป็นศิลปะ คือไม่แน่ ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่จะจับมันให้อยู่ตัวได้เหมือนกับการคำนวณ เพราะความเป็นไปของชีวิตเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ทางพระท่านก็ว่า ชีวิตเป็นเรื่องของกรรม กรรมเก่าจากอดีตชาติ กรรมปัจจุบัน และอนาคต การอ่านกรรมจะดูจากดวงชะตาเกิดอย่างเดียวก็ไม่พอ อันนี้พอเข้าใจละครับ แต่ที่ว่าเป็นวิชาสถิติด้วยนี่ ยังไงกันครับ...




                                                                        อ.จรัญ พิกุล


จรัญ - ที่ว่าเป็นวิชาสถิติด้วย ก็หมายถึงการตีความหมายของดวงหรือการอ่านดวงชะตาเพื่อให้มีทางให้ง่ายขึ้นก็ต้องอาศัยสิ่งที่แล้วๆ มาเป็นเกณฑ์ก็ต้องอาศัยสถิติที่ผ่านมา เช่นเมื่อดาวนั้นถึงดาวนี้เคยมีอะไรก็จำไว้ เมื่อเป็นบ่อยๆ เข้าก็เป็นตำราที่จะยึดถือเป็นหลักพิจารณา สำหรับการทำนายครั้งต่อไป แต่การอ่านดวงก็ใช่ว่าจะดูแต่ดาวตัวเดียวหาได้ไม่ ต้องดูกันไปพร้อมๆ กับดาวดวงอื่นด้วย ตอนนี้ก็ยิ่งอาศัยสถิติมากขึ้น คือต้องมีสถิติของดาวต่างๆ เมื่อมาเป็นรูปนั้นรูปนี้เคยมีอะไร เมื่อดาวเข้าเกณฑ์นั้นเกณฑ์นี้เป็นอย่างไร กับดวงโน้นเคยเป็นอย่างนั้น แต่มากกับดวงนี้จะเป็นอย่างไร เพราะพื้นชะตากำเนิดไม่เหมือนกัน ก็มีข้อแตกต่างออกไปได้อีก ตอนนี้ต้องอาศัยสถิติมากทีเดียวครับ การเห็นดวงมาก การจดบันทึกค้นคว้าจะช่วยได้มากครับเรื่องสถิตินี้ ความจริงการทำสถิติอย่างนี้ก็จัดเป็นวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกัน ปัจจุบันนี้จึงมีวิชาสถิติพยากรณ์เกิดขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องประมาณการคือเอาแน่ยังไม่ได้เสมอไป วิชาโหรจึงต้องอาศัยศิลปะเข้าช่วยด้วย คือต้องอาศัยศิลปะในการตีความหมาย การอ่านดวง การทำให้เกิดญาณดลใจแล้วชี้ทายออกไป การทำนายจึงเป็นเรื่องของศิลปะ ไม่มีเกณฑ์อะไรตายตัวที่จะชี้บอกบ่งได้อย่างการคำนวณ สองบวกสองอาจจะเป็นสี่ เป็นห้าก็ได้ในการทำนาย สรุปแล้วจึงเป็นทั้งศาสตร์ ศิลปะ และสถิติครับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำนายเป็นเรื่องของศิลปะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัยตัวเลขทางกฏเกณฑ์มาก่อน ดังนั้นการที่เราจะได้วิธีคำนวณดวงอย่างพิสดาร มีเคล็ดลับอะไรในทางพยากรณ์ ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นจริงตามนั้นเสมอไป มันขึ้นอยู่กับศิลปมาก เพราะสาเหตุหรือเหตุผลที่จะทำให้คนเราเป็นอะไรไปต่างๆนานานั้น มีเหตุมาจากหลายประการ ซึ่งเหตุผลของชีวิตบางอย่างก็ไม่เกี่ยวกับความเป็นไปในปัจจุบัน มันอาจจะเนื่องมาจากเหตุของอดีตชาติก็ได้อย่างที่พุทธศาสนาค้นพบไว้แล้ว...


...จบการสนทนาระหว่าง อ.จรัญ พิกุล กับ พ.อ.อ. บุญช่วย ชุ่มเชิงรักษ์ ...








... การสนทนาของท่าน อ.ทั้ง ๒ นี้มีประโยชน์ สำหรับพวกเรานักศึกษาโหราศาสตร์เป็น

อย่างยิ่งครับ ...

... สวัสดี ...

... อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม ...

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาโหร


                                                             อ.อรุณ ลำเพ็ญ


                      ปัญหาโหร                                        

คัดลอกจาก "ปัญหาโหร" ในพยากรณ์สาร ฉบับเดือนกันยายน ปี 2529 อาจารย์อรุณ ลำเพ็ญ เป็นบรรณาธิการ ...

เรียน กองบรรณาธิการ พยากรณ์สารที่นับถือ ...

ผมเป็นนักโหราศาสตร์อยู่ในกรุงเทพ ฯ รักวิชาโหราศาสตร์ไทยเป็นชีวิต สนใจมานานพอสมควร รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ที่ไม่รู้นั้นก็มากกว่ารู้ แต่เดิมเพื่อนๆ กลุ่มเดียวกันหลายคน เรียนโหราศาสตร์ไทยมาพร้อมๆ กัน นานปีเข้าเพื่อนๆต่างแตกแยกไปเรียนโหราศาสตร์ระบบอื่นหลายระบบ เหลือแต่ตัวผมเอกาอยู่กับโหราศาสตร์ไทยคนเดียว
 

เมื่อเพื่อนๆ เกิดความสันทัดในโหราศาสตร์ระบบอื่นเข้าก็กลับมาชักชวนให้ผมทิ้งโหราศาสตร์ไทยเสีย แล้วไปเรียนตามระบบของเขา ใจผมยังยึดมั่นในโหราศาสตร์ไทยระบบดวงอีแปะอยู่ แต่นานเข้า เหตุผลที่ชักชวนสารพัดเหตุสารพัดผล ทำให้จิตใจผมไขว้เขว โอนเอน เหมือนใบไม้ต้องลม เพื่อนบางคนชวนไม่สำเร็จ พาลดูหมิ่นลบหลู่ตัวผมและโหราศาสตร์ไทยไปพร้อมๆกัน เกือบๆจะโกรธกันไปหลายราย ...


ทุกวันนี้ผมคับแค้นใจเหลือเกิน เกิดปมด้อยเพราะเรียนโหราศาสตร์ไทยต้องคอยหลบๆหลีกๆนักโหราศาสตร์ด้วยกัน เมื่ออยู่ในกลุ่มสังคมนักโหราศาสตร์ จะพูดจะคุยเรื่องโหราศาสตร์ไทยด้วยกัน ก็ต้องคอยเหลียวหน้าเหลียวหลังแอบๆคุยกัน เพราะกลัวถูกขัดคอและดูหมิ่นเหมือนกับว่าโหราศาสตร์ไทย (ดวงอีแปะ) นี้ต่ำต้อยเสียเหลือประมาณ ...

ขอเรียนถามตรงๆว่าผมควรจะเรียนรู้โหราศาสตร์ไทยต่อไปหรือไม่เพราะเกิดความสงสัยไม่แน่ใจในความสามารถของดวงอีแปะ ...

                                                                      นายโง่ 


เรียนคุณโง่....? 

ปัญหาที่คุณถามมาไม่น่าจะเป็นปัญหาโหร แต่ควรจะเป็นปัญหาชีวิตมากกว่า ผมได้รับคำปรับทุกข์ ในทำนองนี้อยู่เสมอ น่าเห็นใจ ...

ผมว่าคุณลบหลู่ตัวคุณเอง แม้แต่ในการใช้ชื่อในจดหมายก็ไม่เป็นมงคลนาม และคุณเองนั้นแหละที่ลบหลู่โหราศาสตร์ไทยด้วยตัวคุณเอง คือ เรียกโหราศาสตร์ไทยว่า "ดวงอีแปะ" ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 สตางค์แดงของจีนเท่านั้น โหราศาสตร์ไทยระบบนี้เขาเรียก "ราศีจักร์" เหตุที่คุณเล่ามา ล้วนแต่คุณคิด คุณทำ ในด้านดูหมิ่นตนเองจนกลายเป็นปมด้อย ...

จริงอยู่ โหราศาสตร์ไทยระบบราศีจักร์นี้มีจุดอ่อนอยู่ คือ เรียนรู้ง่าย แต่พยากรณ์ยาก ส่วนมากจะไปติดขัดอยู่ตรงการพยากรณ์ทั้งดวงเดิมและดวงจร ...

โปรดอย่าหาว่าตำหนิติเตียน ส่วนมากการเรียนโหราศาสตร์ไทย 90 ใน 100 ไม่มีครูเป็นตัวเป็นตน ศึกษาจากหนังสือตำราบ้าง เก็บจากถ้อยคำนักโหราศาสตร์ด้วยกันบ้าง มีสภาพเหมือนคนเดินในที่มืด ไม่มีไฟส่องทาง ...


บ้างพอเริ่มต้นเรียน ก็เรียนในทางสกัดกั้นตนเอง เหมือนเดินในหนทางตันหาทางออกมิได้ ขอยกตัวอย่าง ที่มักมีปัญหาที่ติดขัดกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นดวงเดิม ...

เวลาอ่านดวงอ่านดาว มักจับดาวลอยดวงเดียวโดดๆ อยู่ภพใดก็ทายแต่เรื่องภพนั้น บ้างก็จับดาวลอยทำมุมกับลัคนา เป็นจุดพยากรณ์ การใช้หลักพยากรณ์เช่นนี้ สำหรับนักพยากรณ์ริเริ่มใหม่ ไม่ควร เพราะต้องใช้ความจำมากในการจดจำกฎพยากรณ์ซึ่งมีมากมาย ผู้ที่ใช้ได้ดีจะต้องมีประสบการณ์มานานๆปี ...

ทางที่ถูกแบบแผนโหราศาสตร์ไทยแบบโบราณ คือ ยึดหลักเจ้าเรือนเข้าไว้ เจ้าเรือนภพใดไปสถิตอยู่ภพใด อ่านความหมายของภพผนวกเข้าหากัน ส่วนดาวลอยจะเล่นเป็นความหมายรองเมื่อเข้าร่วมด้วย ใช้คู่มิตร คู่ศัตรู คู่ธาตุคู่สมพล ของดาว ใช้ธรรมชาติของดาว และ ธาตุแห่งดาว ธาตุแห่งเรือนราศีเข้าประกอบ ดาวใดที่ทำมุมสัมพันธ์ถึงก็ประกอบเป็นเรื่องเป็นราวพยากรณ์ ...

ดวงราศีจักร์ในระบบโหราศาสตร์ไทย เป็นแม่บทแห่งโหราศาสตร์ เป็นแก่นแท้ของโหราศาสตร์มาตลอดเวลานับ 1000 ปี และยังมีอานุภาพอยู่กระทั่งปัจจุบัน ...

ถ้าจะอ้างเรื่องราวยืนยัน เป็นเรื่องโบราณเก่าแก่ ท่านอ่านคิดว่าเป็นเรื่องนิทาน ขอเล่าเรื่องโหรไทยระบบราศีจักร์ยุค เมื่อเร็วๆนี้เล่าสู่กันฟัง เพราะมีผู้รู้เห็นยังพออ้างอิงมีตัวตนอยู่หลายท่าน ...


ประมาณ ปี พ.ศ. 2514 , 2515 สมาคมโหร ในยุคนั้น ได้ปรับปรุงเปลี่ยนระบบบริหารใหม่ มีห้องพยากรณ์ (ห้องสมุดปัจจุบัน) เป็นห้องรับแขกและสมาชิก มีการดูดวงพยากรณ์กันบ้างโดยกรรมการสมาคม แต่ก็เป็นการส่วนตัว ไม่เป็นกิจจะลักษณะ ...


สมาคมได้มอบให้อาจารย์ประทีบ อัครา และผมรับผิดชอบห้องพยากรณ์ เราสองคนได้มีความคิดก้าวหน้าขึ้นมาใหม่ โดยยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน คือ บุคคลภายนอกจะมาขอรับการพยากรณ์ได้ทุกท่าน โดยไม่เสียค่าพยากรณ์ แต่ต้องปฎิบัติดังนี้ คือผูกดวงแล้วนำขึ้นกระดานดำโดยเปิดเผย นักพยากรณ์จะต้องพยากรณ์ต่อหน้าให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิกสมาคมที่จะเข้าฟัง เพื่อเรียนรู้ในกฎและวิธีการพยากรณ์ ...


พอจัดขึ้นแล้ว เหตุการณ์กลับผิดหวัง เพราะบรรดาโหรรุ่นเก่า ชี้หน้า ตอกเอาว่าผมและ อาจารย์ประทีบ อัครา วางแผนสร้างห้องโหรขึ้นเพื่อเผาเครื่องโหร ต่างไม่ยอมเข้าห้องโหรร่วมพยากรณ์ ...


ผมและอาจารย์ประทีบ อัครา ตกในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลยต้องผลัดกันมาเป็นนักพยากรณ์ยืนโรง ทุกวัน เสาร์กระทั่งค่ำ พอจัดไปได้ซักพัก ชักสนุกครื้นเครง มีผู้มารับการพยากรณ์มากและสมาชิกสมาคมก็เข้าฟังกันแน่น เพราะวิธีการพยากรณ์ใช้การอ่านดาวในดวงให้สมาชิกเข้าใจความหมายเสียก่อน แล้วจะเก็บดาวมาพยากรณ์ทั้งเดิมและจร เมื่อพยากรณ์ถูกต้องจะมีการปรบมือเฮฮากันอึ่งมี ...


เมื่อห้องโหร เป็นที่นิยม มีสมาชิกฟังคับคั่ง บางท่านถือสมุดดินสอ คอยจดกันทีเดียว ตอนนี้รู้ไปถึงเพื่อนฝูงนักพยากรณ์ที่ชอบสนุก ก็ เข้ามาร่วมวงด้วยมากท่าน เท่าที่นึกย้อนไปพอจดจำได้มี 1. พ.อ. เอื้อน มณเฑียรทอง 2. อาจารย์เชย บัวก้านทอง 3. คุณแหม่ม อาจารย์บุณเรือน วรรณวิจิตร 4. พ.ท.วิจอม ปรีดานุชาต 5. อาจารย์นภา วรบุตร์ 6. คุณจินดา ธรรมรังษี ซึ่งทุกท่านมักมาเป็นการประจำ ...


ส่วนท่านที่มาเป็นบางครั้งบางคราวก็คือ 1. อาจารย์สมัย วงศาโรจน์ 2. อาจารย์มหาบรรเทา จันทรศร 3. อาจารย์เทอม เสตะกสิกร และที่นึกไม่ออกคงมีอีก ...


ตอนนั้นนักพยากรณ์มาก พอดวงขึ้นกระดานดำแทบจะแย่งกันทายทีเดียว ห้องพยากรณ์ในยุคนั้นโด่งดังสุดขีด เล่าลือกันไปทั่ววงการโหราศาสตร์ ที่ยอมรับนับถือก็คือนักพยากรณ์ทุกท่านมีความสุจริตและจริงใจ กล้าพยากรณ์ดังๆได้ยินกันรู้ผิดรู้ถูก ไม่กลัวตกม้าตาย ...


การพยากรณ์ในยุคนั้น ผู้พยากรณ์ได้รับทั้งความสนุก ความสุข และบางทีก็มีความทุกข์ เช่น ...



คราวหนึ่งอาจารย์ประทีบ อัครา พยากรณ์คุณผู้หญิงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์แถวปากคลองตลาดว่า"เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาจะต้องได้ไปทำฟันที่เกิดเดือดร้อนขึ้นและเลี่ยมทองด้วย" เจ้าชะตายิ้มแล้วแยกเขี้ยวให้ดูฟันทองในปากเป็นการยืนยัน ...


คุณแหม่ม อาจารย์บุณเรือน วรรณวิจิตร ทายสุภาพบุรุษท่านหนึ่งว่า "ในชีวิตน่าจะเคยถูกไฟลวกร่างกายมาแล้ว" ซึ่งท่านผู้นั้นรับว่าจริง ท่านเป็นทหารเรือและเกิดอุบัติเหตุไฟลุกท่วมตัวต้องโดดน้ำ ...


พ.ต.ท. ประวิณ เกษมสุข พยากรณ์ท่านผู้หนึ่งว่า "การเดินทางมาห้องพยากรณ์นี้ ท่านมากัน 3 คน แต่ท่านเข้ามาคนเดียวอีกสองคนแยกทางกันหน้าสมาคม และสองคนที่แยกไปนั้นถือร่มไปด้วย" เจ้าชะตาพยักหน้าก็จริง แต่สีหน้าเหมือนถูกผีหลอก ... 


ส่วนผมนั้นมีอยู่ครั้งหนึ่งพยากรณ์แล้วเกิดความทุกข์ไม่สบายใจไปหลายวัน คือมีชายหญิงคู่หนึ่งเข้ามาห้องโหร อายุร่วม 30 ฝ่ายหญิงยุให้ฝ่ายชายดูดวง แต่ฝ่ายชายสงวนท่าทีทำท่าจะปฏิเสธ และ เป็นคนเปิดเผย คือ บอกว่าตนไม่เชื่อถือโหราศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหล แต่เมื่อถูกฝ่ายหญิงเซ้าซี้หนักเข้าก็ยอมให้ผูกดวงขึ้นกระดานดำ และเจ้าชะตาบอกอนุญาตให้ทายได้ตรงๆ ได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ ...


ดูกันไปหลายเรื่องมาถึงเรื่องครอบครัว ก็ ได้พยากรณ์ไปตามดาวว่า เรื่องภรรยาที่อยู่ด้วยกันขณะนี้มีความขัดแย้งกันกันอย่างมาก แต่จะเลิกร้างกันมิได้เพราะบุตรเป็นตัวเชื่อมโยงใยอยู่ เจ้าของดวงเห็นแกนั่งนิ่งคอแข็งอยู่พักใหญ่ คุณผู้หญิงเอียงเข้าไปกระซิบไม่มีใครได้ยินว่ากระไร แล้วดูเหมือนร้องไห้กระซิกผลุนผลันออกจากห้องพยากรณ์ไป ...


คุณผู้ชายลุกขึ้นบอกเบาๆว่า ผมและเธอ กำหนดจะแต่งงานกันในเดือนหน้า เธอบอกเลิกการแต่งงานหมด เพราะผมหลอกเธอว่ายังเป็นโสด แล้ว ก็ รีบผละติดตามคงไปง้อ ...


แต่ตอนนั้น น.อ. เฉวียง สัชฌุกร เป็นนายกสมาคมและอยู่ในห้องด้วยท่านยกมือไหว้ผม มิได้ยกย่องหรอก ท่านว่า"บรรลัย แล้วอาจารย์ เขาแตกแยกกันบาปแน่" ...


...ผมกำลังตกใจตลึงเลยไม่ได้เถียง แต่นึกในใจว่า ผมทำบาปแต่ก็ได้บุญ... 


มีเรื่องสนุกอยู่เรื่องหนึ่งเกือบจะลืม ในตอนบ่ายประมาณสี่โมง เพื่อนนักโหราศาสตร์ไทย ด้วยกันท่านหนึ่ง ถือกล่องกระดาษสี่เหลี่ยม กว้างยาวประมาณสองคืบเข้ามาในห้องพยากรณ์มาถึงก็วางกล่องกระดาษโครมลงบนโต๊ะ ท่ามกลางพวกเราที่เป็นนักพยากรณ์ ซึ่งอยู่กันครบองค์แล้วถามว่า

 "ลองทายดูซิ ว่าในกล่องนี้มีอะไร" 

จะว่าท่านลองของ หรือ หักเหลี่ยม ก็ ใช่ที่ เพราะท่านกับเรา รักชอบกันเป็นอันดี คงจะเกิดอารมณ์พิเรนขึ้นมา พวกเรานั่งนิ่งงงๆ ได้แต่มองหน้ากัน เสียงใครแนะว่าขอให้เอาดวงเจ้าของกล่องขึ้นกระดาน ท่านผู้นั้นเดินอ้อมโต๊ะไป เขียนดวงท่านลงบนกระดานดำเอง เพราะท่านก็ เป็นโหราศาสตร์ เขียนทั้งดวงเดิมและดวงจรครบถ้วน จำได้ว่าลัคนาอยู่เมษ ... 

พวกเราอ่านดวงอ่านดาว แล้วก็นิ่งกันไปอีกพัก เหมือนเกี่ยงกันให้เพื่อนทายก่อน เสียงอาจารย์เทอม บ่นพึมพำดังได้ยินกันไปทั่วแล้วนับนิ้วว่า ... 

"วันนี้วันเสาร์ สี่โมงเย็น มันยามจันทร์นี่" ...


 ดวงตาทุกคู่ไปรวมกันอยู่ที่ดวงบนกระดาน จันทร์จรวันนั้นอยู่ที่ราศีตุลย์ พอจับเงื่อนได้ที่นี้แทบจะแย่งกันทายทีเดียว จนจำไม่ได้ว่าเสียงใครพยากรณ์บ้าง เพราะทุกคนมัวแต่จับตาดูดวงบนกระดานดำ ... 

"ยามจันทร์ ความหมายของจันทร์ ก็คือ ของ อ่อนๆ นิ่มๆ บอบบาง" พวกเราคลางฮือยอมรับ เสียงนักพยากรณ์ อีกท่านสวนทันควัน "จันทร์เจ้ายามอยู่เรือนศุกร์ ต้องเป็นของสวยๆ งามๆ แน่ " เสียงพวกเราครางฮือตามอีก ...

 อีกท่านจับภพมาพยากรณ์ว่า "จันทร์จรอยู่ภพปัตนิ ของเจ้าชะตา ต้องเป็นสิ่งของของเพศตรงข้าม หรือ ของภรรยาเจ้าชะตานั่นเอง" พอตอนมีเสียงฮือชักดังเพราะพวกคนดูผสมคลางฮือด้วย ...

 และอีกท่านละเอียดออกไปคือว่า "จันทร์อยู่เรือนศุกร์ และศุกร์เจ้าเรือนในดวงเดิมไปอยู่ราศีมีนเป็นวินาสน์แก่ลัคนา มันของเร้นลับ ปิดบัง ไม่เปิดเผย" ...

เมื่อประมวลคำพยากรณ์เข้า พวกเราเดาในใจตรงกันอยู่ว่าดาวมันระบุน่าว่าจะเป็นผ้าอนามัยสตรี แต่ไม่กล้าพยากรณ์ตรงๆ เพราะดูหยาบคายและที่สำคัญกลัวผิด ...

 เจ้าของกล่องหัวเราะชอบอกชอบใจ บอกว่าเป็นของฝากภรรยาเป็นของขวัญวันเกิดและแกะกล่องเปิดออก คนที่นั่งฟังอยู่ห่างๆ ลุกเข้ามารุมล้อมดูใกล้ ปรากฏว่าของข้างในคือ ...

 ... กางเกงในสตรี ผ้าเยอรซี่ สีฟ้าอ่อน ...

คุณโง่เจ้าของปัญหาที่มีปมด้อย คงจะพอสบายใจบ้างว่าดวงไทย ระบบราศีจักร์ยังมีศักดานุภาพอยู่เสมอ ตั้งหน้าตั้งตาเรียนโหราศาสตร์ไทย ไปเถิด ...

...เรียนอะไรให้รู้จริงแต่สิ่งเดียว เรียนให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล...



 

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

20.กายวิภาคในโหราศาสตร์

                                            ...จากบทเรียนของท่าน อ. ส.ไชยนันท์...








...ในโหราศาสตร์ได้จัดให้ราศีต่างๆแบ่งส่วนของคนเราเอาไว้ด้วยเริ่มตั้งแต่ราศีเมษจนถึงราศีมีน
โดยแบ่งส่วนของร่างกายไว้ตามราศีทุกราศีจนครบ ๑๒ ราศี ราศีเมษเริ่มที่ศรีษะ และไปหมดเอาที่
เท้าตรงกับราศีมีน ดั่งรูปภาพที่แสดงมาแล้วนี้...


...เพื่อประโยชน์ในการพยากรณ์ ส่วนของโรคภัยไข้เจ็บ หรือส่วนที่ชำรุดของร่างกายคนเราที่มีส่วนสัมพันธ์กับราศี เช่นลัคนาอยู่ราศีเมษ เจ้าชาตามักจะมีไฝ ปาน แผลเป็นที่บริเวณใบหน้าหรือ ศรีษะ
ลัคนาอยู่ราศีพฤษภ จะมีไฝที่บริเวณคอเป็นต้น...


...ผมขอเสริมเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วน...

...หรือแม้กระทั่งว่าถ้ามีดาวบาปเคราะห์มากุมอยู่ที่ราศีใดราศีหนึ่งก็จะเิกิดโรคร้ายตามความหมาย
ของกายวิภาคตามราศี และจะเกิดโทษจากโรคต่างๆ ตามความหมายของดวงดาวนั้นๆ อีกด้วย...

...ต่อไปนี้จะบอกถึงอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้ง ๑๒ ราศี... 

...ข้อมูลจาก ท่าน  อ. พลูหลวง...
...และ พันเอก [ พิเศษ ] เอื้อน มนเทียรทอง

...ราศีเมษ...      บริเวณอวัยวะทั้งหมดของศรีษะ  ผม ใบหน้า สมอง ประสาท กระโหลกศีรษะ

...ราศีพฤษภ... คอ คอหอย คาง ขากรรไกร ลำคอ หลอดลม กระดูกในส่วนดังกล่าว รูปร่างใน

...ส่วนดังกล่าว  เครา หู ใบหู ในช่องหู ...

...ราศีเมถุน...   ไหล่  แขน  สบัก  อก  ปอด  หัวใจ  โลหิต

...ราศีกรกฏ...   เต้านม หน้าอก  ท้อง  สะดือ  ซี่โครง  อวัยวะในช่องท้อง  ลำไส้  ตับ  ม้าม

...ราศีสิงห์...     หัวใจและหลัง  กระดูกสันหลัง  ช่วงหลังตั้งแต่คอถึงเอว 

...ราศีกันย์...    ท้องเหนือสะดือ กระเพาะอาหาร  อวัยวะในช่องท้องน้อย  ลำไส้ใหญ่

...ราศีตุลย์...     ท้องใต้สะดือ  ลำไส้  กระดูกเชิงกราน  อวัยวะขับถ่ายหนัก  ตะโพก ง่ามก้น ไต

...ราศีพิจิก...     อวัยวะเพศ สะโพก ทวารหนักและเบา ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี กะเพาะปัสสาวะ  ขน


...รังไข่  มดลูก  อวัยวะเพศหญิง 

...ราศีธนู...         ขาอ่อน โคนขา  กระดูกส่วนขาอ่อน ท่อนขาตั้งแต่ตะโพกถึงเหนือหัวเข่า

...ราศีมังกร...      หัวเข่า กระดูก  เส้น  เอ็น  ขา

...ราศีกุมภ์...       น่อง หน้าแข้ง

...ราศีมีน...         เท้า ข้อเท้า  อวัยวะขาตั้งแต่หัวเข่าตลอดปลายเท้า 


...ดวงตัวอย่าง...จากบทเรียนของ ท่าน อ.ส.ไชยนันท์ ...

...บาปเคราะห์บีบ ชีวิตไม่ปรกติ...

...ชาย เกิด ๒๘ เม.ย. ๒๔๗๗ เวลา ๐๖.๐๐ น.






... ๑ . อาทิตย์ อังคาร มฤตยู กุมลัคน์
         อาทิตย์       หัวใจ
         อังคาร        สมอง
         มฤตยู         ความตึงเครียด กระทันหัน ทันที

 ...อาทิตย์ อังคาร มฤตยู เส้นโลหิตคั่งในสมอง กระทันหัน...
...หรือความดันโลหิตขึ้นสูง ถึงแก่กรรมทันที...


...๒. เนปจูน บาปเคราะห์เล็งเสาร์  ทำให้เสาร์มีพลังเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า
...เสาร์ส่งความรุนแรง เดือดร้อนให้แก่ อาทิตย์ อังคาร มฤตยู อีก ๓ ดวงด้วยกัน
...และรวมทั้เสร์อีก ๑ ดวง เนปจูนอีก ๑ ดวง รวมเป็น ๕ ดวง ...
...จึงเท่ากับมีบาปเคราะห์บีบลัคน์ถึง ๕ รายการด้วยกัน หรือ ๕ เท่า...
...ยังมีเกตุ ราหู บาปเคราะห์ทำมุมจตุโกณกับลัคน์...

...ดวงชาตานี้ ถูกบีบด้วยบาปเคราะห์ถึง ๗ ดวงด้วยกัน...
...คนที่ถึงแก่กรรมปัจจุบันทันด่วน มีั อังคารเจ้าเรือนมรณะ และมฤตยูกุมลัคน์
...เสาร์ให้อิทธิพลร้ายแก่อาทิตย์ด้วย...

...ผมขออธิบายเสริมเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น...


...ดาว ๗ มีกำลังส่งเฉพาะตัว คือ กำลัง ๓ และกำลัง ๑๐ 
...จากราศีกุมภ์ที่ดาว ๗ สถิตอยู่ นับเป็น ๑ นับ ๒ ที่ราศีมีน นับ ๓ ที่ราศีเมษ
...ที่ดาว ๓ เป็นเกษตร [ แน่นแฟ้น ] เท่ากับ ดาว ๗ ส่งกำลัง ๓ ได้เต็มที่...
...จากที่ดาว ๗ อยู่นับถอยหลังไปที่ราศีมังกรเป็น ๑๒ นับต่อไปที่ราศีธนูเป็น ๑๑
...นับต่อไปอีกที่ราศีพฤศจิก เป็น ๑๐ เป็นเรือนเกษตรของดาว ๓ ภพมรณะ...
...[ การตาย ] เท่ากับดาว ๓ โดนกำลัง ๓ และ ๑๐ ของดาว ๗ ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย...


...ดาว ๑ + ๓ = คู่ศัตรู คู่ผ่าตัด
...ดาว ๖ กับดาว ๗ คู่ศัตรูก็อยู่เรือนของดาวมฤตยูอีกด้วย ทำให้โดนกระตุ้นไปด้วย
...ที่ราศีมีนภพวินาสน์ [ ล้มเหลว ] ดาว ๔ สมองอีกตัวก็โดน ๑๓๐ บีบหน้า และโดน
...๖๗ บีบหลัง และดูไปที่ราศีกันย์ภพอริ [โรคภัย ] ยังโดนดาวเนปจูน เจ้าเรือนภพ
...วินาสน์เล็งเล็ง [ ดาวนับเป็น ๗ ต่อกัน ] มาที่ดาว ๔ อีกขั้นตอนหนึ่ง...


...สรุปว่าโรคภัยเกิดขึ้นที่ราศีเมษ ...

...บริเวณอวัยวะทั้งหมดของศรีษะ ตามกายวิภาค...

...พบกันใหม่ในบทเรียน + บทความต่อไปกันนะครับ...สวัสดี...