วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาโหร


                                                             อ.อรุณ ลำเพ็ญ


                      ปัญหาโหร                                        

คัดลอกจาก "ปัญหาโหร" ในพยากรณ์สาร ฉบับเดือนกันยายน ปี 2529 อาจารย์อรุณ ลำเพ็ญ เป็นบรรณาธิการ ...

เรียน กองบรรณาธิการ พยากรณ์สารที่นับถือ ...

ผมเป็นนักโหราศาสตร์อยู่ในกรุงเทพ ฯ รักวิชาโหราศาสตร์ไทยเป็นชีวิต สนใจมานานพอสมควร รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ที่ไม่รู้นั้นก็มากกว่ารู้ แต่เดิมเพื่อนๆ กลุ่มเดียวกันหลายคน เรียนโหราศาสตร์ไทยมาพร้อมๆ กัน นานปีเข้าเพื่อนๆต่างแตกแยกไปเรียนโหราศาสตร์ระบบอื่นหลายระบบ เหลือแต่ตัวผมเอกาอยู่กับโหราศาสตร์ไทยคนเดียว
 

เมื่อเพื่อนๆ เกิดความสันทัดในโหราศาสตร์ระบบอื่นเข้าก็กลับมาชักชวนให้ผมทิ้งโหราศาสตร์ไทยเสีย แล้วไปเรียนตามระบบของเขา ใจผมยังยึดมั่นในโหราศาสตร์ไทยระบบดวงอีแปะอยู่ แต่นานเข้า เหตุผลที่ชักชวนสารพัดเหตุสารพัดผล ทำให้จิตใจผมไขว้เขว โอนเอน เหมือนใบไม้ต้องลม เพื่อนบางคนชวนไม่สำเร็จ พาลดูหมิ่นลบหลู่ตัวผมและโหราศาสตร์ไทยไปพร้อมๆกัน เกือบๆจะโกรธกันไปหลายราย ...


ทุกวันนี้ผมคับแค้นใจเหลือเกิน เกิดปมด้อยเพราะเรียนโหราศาสตร์ไทยต้องคอยหลบๆหลีกๆนักโหราศาสตร์ด้วยกัน เมื่ออยู่ในกลุ่มสังคมนักโหราศาสตร์ จะพูดจะคุยเรื่องโหราศาสตร์ไทยด้วยกัน ก็ต้องคอยเหลียวหน้าเหลียวหลังแอบๆคุยกัน เพราะกลัวถูกขัดคอและดูหมิ่นเหมือนกับว่าโหราศาสตร์ไทย (ดวงอีแปะ) นี้ต่ำต้อยเสียเหลือประมาณ ...

ขอเรียนถามตรงๆว่าผมควรจะเรียนรู้โหราศาสตร์ไทยต่อไปหรือไม่เพราะเกิดความสงสัยไม่แน่ใจในความสามารถของดวงอีแปะ ...

                                                                      นายโง่ 


เรียนคุณโง่....? 

ปัญหาที่คุณถามมาไม่น่าจะเป็นปัญหาโหร แต่ควรจะเป็นปัญหาชีวิตมากกว่า ผมได้รับคำปรับทุกข์ ในทำนองนี้อยู่เสมอ น่าเห็นใจ ...

ผมว่าคุณลบหลู่ตัวคุณเอง แม้แต่ในการใช้ชื่อในจดหมายก็ไม่เป็นมงคลนาม และคุณเองนั้นแหละที่ลบหลู่โหราศาสตร์ไทยด้วยตัวคุณเอง คือ เรียกโหราศาสตร์ไทยว่า "ดวงอีแปะ" ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 สตางค์แดงของจีนเท่านั้น โหราศาสตร์ไทยระบบนี้เขาเรียก "ราศีจักร์" เหตุที่คุณเล่ามา ล้วนแต่คุณคิด คุณทำ ในด้านดูหมิ่นตนเองจนกลายเป็นปมด้อย ...

จริงอยู่ โหราศาสตร์ไทยระบบราศีจักร์นี้มีจุดอ่อนอยู่ คือ เรียนรู้ง่าย แต่พยากรณ์ยาก ส่วนมากจะไปติดขัดอยู่ตรงการพยากรณ์ทั้งดวงเดิมและดวงจร ...

โปรดอย่าหาว่าตำหนิติเตียน ส่วนมากการเรียนโหราศาสตร์ไทย 90 ใน 100 ไม่มีครูเป็นตัวเป็นตน ศึกษาจากหนังสือตำราบ้าง เก็บจากถ้อยคำนักโหราศาสตร์ด้วยกันบ้าง มีสภาพเหมือนคนเดินในที่มืด ไม่มีไฟส่องทาง ...


บ้างพอเริ่มต้นเรียน ก็เรียนในทางสกัดกั้นตนเอง เหมือนเดินในหนทางตันหาทางออกมิได้ ขอยกตัวอย่าง ที่มักมีปัญหาที่ติดขัดกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นดวงเดิม ...

เวลาอ่านดวงอ่านดาว มักจับดาวลอยดวงเดียวโดดๆ อยู่ภพใดก็ทายแต่เรื่องภพนั้น บ้างก็จับดาวลอยทำมุมกับลัคนา เป็นจุดพยากรณ์ การใช้หลักพยากรณ์เช่นนี้ สำหรับนักพยากรณ์ริเริ่มใหม่ ไม่ควร เพราะต้องใช้ความจำมากในการจดจำกฎพยากรณ์ซึ่งมีมากมาย ผู้ที่ใช้ได้ดีจะต้องมีประสบการณ์มานานๆปี ...

ทางที่ถูกแบบแผนโหราศาสตร์ไทยแบบโบราณ คือ ยึดหลักเจ้าเรือนเข้าไว้ เจ้าเรือนภพใดไปสถิตอยู่ภพใด อ่านความหมายของภพผนวกเข้าหากัน ส่วนดาวลอยจะเล่นเป็นความหมายรองเมื่อเข้าร่วมด้วย ใช้คู่มิตร คู่ศัตรู คู่ธาตุคู่สมพล ของดาว ใช้ธรรมชาติของดาว และ ธาตุแห่งดาว ธาตุแห่งเรือนราศีเข้าประกอบ ดาวใดที่ทำมุมสัมพันธ์ถึงก็ประกอบเป็นเรื่องเป็นราวพยากรณ์ ...

ดวงราศีจักร์ในระบบโหราศาสตร์ไทย เป็นแม่บทแห่งโหราศาสตร์ เป็นแก่นแท้ของโหราศาสตร์มาตลอดเวลานับ 1000 ปี และยังมีอานุภาพอยู่กระทั่งปัจจุบัน ...

ถ้าจะอ้างเรื่องราวยืนยัน เป็นเรื่องโบราณเก่าแก่ ท่านอ่านคิดว่าเป็นเรื่องนิทาน ขอเล่าเรื่องโหรไทยระบบราศีจักร์ยุค เมื่อเร็วๆนี้เล่าสู่กันฟัง เพราะมีผู้รู้เห็นยังพออ้างอิงมีตัวตนอยู่หลายท่าน ...


ประมาณ ปี พ.ศ. 2514 , 2515 สมาคมโหร ในยุคนั้น ได้ปรับปรุงเปลี่ยนระบบบริหารใหม่ มีห้องพยากรณ์ (ห้องสมุดปัจจุบัน) เป็นห้องรับแขกและสมาชิก มีการดูดวงพยากรณ์กันบ้างโดยกรรมการสมาคม แต่ก็เป็นการส่วนตัว ไม่เป็นกิจจะลักษณะ ...


สมาคมได้มอบให้อาจารย์ประทีบ อัครา และผมรับผิดชอบห้องพยากรณ์ เราสองคนได้มีความคิดก้าวหน้าขึ้นมาใหม่ โดยยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน คือ บุคคลภายนอกจะมาขอรับการพยากรณ์ได้ทุกท่าน โดยไม่เสียค่าพยากรณ์ แต่ต้องปฎิบัติดังนี้ คือผูกดวงแล้วนำขึ้นกระดานดำโดยเปิดเผย นักพยากรณ์จะต้องพยากรณ์ต่อหน้าให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิกสมาคมที่จะเข้าฟัง เพื่อเรียนรู้ในกฎและวิธีการพยากรณ์ ...


พอจัดขึ้นแล้ว เหตุการณ์กลับผิดหวัง เพราะบรรดาโหรรุ่นเก่า ชี้หน้า ตอกเอาว่าผมและ อาจารย์ประทีบ อัครา วางแผนสร้างห้องโหรขึ้นเพื่อเผาเครื่องโหร ต่างไม่ยอมเข้าห้องโหรร่วมพยากรณ์ ...


ผมและอาจารย์ประทีบ อัครา ตกในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลยต้องผลัดกันมาเป็นนักพยากรณ์ยืนโรง ทุกวัน เสาร์กระทั่งค่ำ พอจัดไปได้ซักพัก ชักสนุกครื้นเครง มีผู้มารับการพยากรณ์มากและสมาชิกสมาคมก็เข้าฟังกันแน่น เพราะวิธีการพยากรณ์ใช้การอ่านดาวในดวงให้สมาชิกเข้าใจความหมายเสียก่อน แล้วจะเก็บดาวมาพยากรณ์ทั้งเดิมและจร เมื่อพยากรณ์ถูกต้องจะมีการปรบมือเฮฮากันอึ่งมี ...


เมื่อห้องโหร เป็นที่นิยม มีสมาชิกฟังคับคั่ง บางท่านถือสมุดดินสอ คอยจดกันทีเดียว ตอนนี้รู้ไปถึงเพื่อนฝูงนักพยากรณ์ที่ชอบสนุก ก็ เข้ามาร่วมวงด้วยมากท่าน เท่าที่นึกย้อนไปพอจดจำได้มี 1. พ.อ. เอื้อน มณเฑียรทอง 2. อาจารย์เชย บัวก้านทอง 3. คุณแหม่ม อาจารย์บุณเรือน วรรณวิจิตร 4. พ.ท.วิจอม ปรีดานุชาต 5. อาจารย์นภา วรบุตร์ 6. คุณจินดา ธรรมรังษี ซึ่งทุกท่านมักมาเป็นการประจำ ...


ส่วนท่านที่มาเป็นบางครั้งบางคราวก็คือ 1. อาจารย์สมัย วงศาโรจน์ 2. อาจารย์มหาบรรเทา จันทรศร 3. อาจารย์เทอม เสตะกสิกร และที่นึกไม่ออกคงมีอีก ...


ตอนนั้นนักพยากรณ์มาก พอดวงขึ้นกระดานดำแทบจะแย่งกันทายทีเดียว ห้องพยากรณ์ในยุคนั้นโด่งดังสุดขีด เล่าลือกันไปทั่ววงการโหราศาสตร์ ที่ยอมรับนับถือก็คือนักพยากรณ์ทุกท่านมีความสุจริตและจริงใจ กล้าพยากรณ์ดังๆได้ยินกันรู้ผิดรู้ถูก ไม่กลัวตกม้าตาย ...


การพยากรณ์ในยุคนั้น ผู้พยากรณ์ได้รับทั้งความสนุก ความสุข และบางทีก็มีความทุกข์ เช่น ...



คราวหนึ่งอาจารย์ประทีบ อัครา พยากรณ์คุณผู้หญิงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์แถวปากคลองตลาดว่า"เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาจะต้องได้ไปทำฟันที่เกิดเดือดร้อนขึ้นและเลี่ยมทองด้วย" เจ้าชะตายิ้มแล้วแยกเขี้ยวให้ดูฟันทองในปากเป็นการยืนยัน ...


คุณแหม่ม อาจารย์บุณเรือน วรรณวิจิตร ทายสุภาพบุรุษท่านหนึ่งว่า "ในชีวิตน่าจะเคยถูกไฟลวกร่างกายมาแล้ว" ซึ่งท่านผู้นั้นรับว่าจริง ท่านเป็นทหารเรือและเกิดอุบัติเหตุไฟลุกท่วมตัวต้องโดดน้ำ ...


พ.ต.ท. ประวิณ เกษมสุข พยากรณ์ท่านผู้หนึ่งว่า "การเดินทางมาห้องพยากรณ์นี้ ท่านมากัน 3 คน แต่ท่านเข้ามาคนเดียวอีกสองคนแยกทางกันหน้าสมาคม และสองคนที่แยกไปนั้นถือร่มไปด้วย" เจ้าชะตาพยักหน้าก็จริง แต่สีหน้าเหมือนถูกผีหลอก ... 


ส่วนผมนั้นมีอยู่ครั้งหนึ่งพยากรณ์แล้วเกิดความทุกข์ไม่สบายใจไปหลายวัน คือมีชายหญิงคู่หนึ่งเข้ามาห้องโหร อายุร่วม 30 ฝ่ายหญิงยุให้ฝ่ายชายดูดวง แต่ฝ่ายชายสงวนท่าทีทำท่าจะปฏิเสธ และ เป็นคนเปิดเผย คือ บอกว่าตนไม่เชื่อถือโหราศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหล แต่เมื่อถูกฝ่ายหญิงเซ้าซี้หนักเข้าก็ยอมให้ผูกดวงขึ้นกระดานดำ และเจ้าชะตาบอกอนุญาตให้ทายได้ตรงๆ ได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ ...


ดูกันไปหลายเรื่องมาถึงเรื่องครอบครัว ก็ ได้พยากรณ์ไปตามดาวว่า เรื่องภรรยาที่อยู่ด้วยกันขณะนี้มีความขัดแย้งกันกันอย่างมาก แต่จะเลิกร้างกันมิได้เพราะบุตรเป็นตัวเชื่อมโยงใยอยู่ เจ้าของดวงเห็นแกนั่งนิ่งคอแข็งอยู่พักใหญ่ คุณผู้หญิงเอียงเข้าไปกระซิบไม่มีใครได้ยินว่ากระไร แล้วดูเหมือนร้องไห้กระซิกผลุนผลันออกจากห้องพยากรณ์ไป ...


คุณผู้ชายลุกขึ้นบอกเบาๆว่า ผมและเธอ กำหนดจะแต่งงานกันในเดือนหน้า เธอบอกเลิกการแต่งงานหมด เพราะผมหลอกเธอว่ายังเป็นโสด แล้ว ก็ รีบผละติดตามคงไปง้อ ...


แต่ตอนนั้น น.อ. เฉวียง สัชฌุกร เป็นนายกสมาคมและอยู่ในห้องด้วยท่านยกมือไหว้ผม มิได้ยกย่องหรอก ท่านว่า"บรรลัย แล้วอาจารย์ เขาแตกแยกกันบาปแน่" ...


...ผมกำลังตกใจตลึงเลยไม่ได้เถียง แต่นึกในใจว่า ผมทำบาปแต่ก็ได้บุญ... 


มีเรื่องสนุกอยู่เรื่องหนึ่งเกือบจะลืม ในตอนบ่ายประมาณสี่โมง เพื่อนนักโหราศาสตร์ไทย ด้วยกันท่านหนึ่ง ถือกล่องกระดาษสี่เหลี่ยม กว้างยาวประมาณสองคืบเข้ามาในห้องพยากรณ์มาถึงก็วางกล่องกระดาษโครมลงบนโต๊ะ ท่ามกลางพวกเราที่เป็นนักพยากรณ์ ซึ่งอยู่กันครบองค์แล้วถามว่า

 "ลองทายดูซิ ว่าในกล่องนี้มีอะไร" 

จะว่าท่านลองของ หรือ หักเหลี่ยม ก็ ใช่ที่ เพราะท่านกับเรา รักชอบกันเป็นอันดี คงจะเกิดอารมณ์พิเรนขึ้นมา พวกเรานั่งนิ่งงงๆ ได้แต่มองหน้ากัน เสียงใครแนะว่าขอให้เอาดวงเจ้าของกล่องขึ้นกระดาน ท่านผู้นั้นเดินอ้อมโต๊ะไป เขียนดวงท่านลงบนกระดานดำเอง เพราะท่านก็ เป็นโหราศาสตร์ เขียนทั้งดวงเดิมและดวงจรครบถ้วน จำได้ว่าลัคนาอยู่เมษ ... 

พวกเราอ่านดวงอ่านดาว แล้วก็นิ่งกันไปอีกพัก เหมือนเกี่ยงกันให้เพื่อนทายก่อน เสียงอาจารย์เทอม บ่นพึมพำดังได้ยินกันไปทั่วแล้วนับนิ้วว่า ... 

"วันนี้วันเสาร์ สี่โมงเย็น มันยามจันทร์นี่" ...


 ดวงตาทุกคู่ไปรวมกันอยู่ที่ดวงบนกระดาน จันทร์จรวันนั้นอยู่ที่ราศีตุลย์ พอจับเงื่อนได้ที่นี้แทบจะแย่งกันทายทีเดียว จนจำไม่ได้ว่าเสียงใครพยากรณ์บ้าง เพราะทุกคนมัวแต่จับตาดูดวงบนกระดานดำ ... 

"ยามจันทร์ ความหมายของจันทร์ ก็คือ ของ อ่อนๆ นิ่มๆ บอบบาง" พวกเราคลางฮือยอมรับ เสียงนักพยากรณ์ อีกท่านสวนทันควัน "จันทร์เจ้ายามอยู่เรือนศุกร์ ต้องเป็นของสวยๆ งามๆ แน่ " เสียงพวกเราครางฮือตามอีก ...

 อีกท่านจับภพมาพยากรณ์ว่า "จันทร์จรอยู่ภพปัตนิ ของเจ้าชะตา ต้องเป็นสิ่งของของเพศตรงข้าม หรือ ของภรรยาเจ้าชะตานั่นเอง" พอตอนมีเสียงฮือชักดังเพราะพวกคนดูผสมคลางฮือด้วย ...

 และอีกท่านละเอียดออกไปคือว่า "จันทร์อยู่เรือนศุกร์ และศุกร์เจ้าเรือนในดวงเดิมไปอยู่ราศีมีนเป็นวินาสน์แก่ลัคนา มันของเร้นลับ ปิดบัง ไม่เปิดเผย" ...

เมื่อประมวลคำพยากรณ์เข้า พวกเราเดาในใจตรงกันอยู่ว่าดาวมันระบุน่าว่าจะเป็นผ้าอนามัยสตรี แต่ไม่กล้าพยากรณ์ตรงๆ เพราะดูหยาบคายและที่สำคัญกลัวผิด ...

 เจ้าของกล่องหัวเราะชอบอกชอบใจ บอกว่าเป็นของฝากภรรยาเป็นของขวัญวันเกิดและแกะกล่องเปิดออก คนที่นั่งฟังอยู่ห่างๆ ลุกเข้ามารุมล้อมดูใกล้ ปรากฏว่าของข้างในคือ ...

 ... กางเกงในสตรี ผ้าเยอรซี่ สีฟ้าอ่อน ...

คุณโง่เจ้าของปัญหาที่มีปมด้อย คงจะพอสบายใจบ้างว่าดวงไทย ระบบราศีจักร์ยังมีศักดานุภาพอยู่เสมอ ตั้งหน้าตั้งตาเรียนโหราศาสตร์ไทย ไปเถิด ...

...เรียนอะไรให้รู้จริงแต่สิ่งเดียว เรียนให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล...



 

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

20.กายวิภาคในโหราศาสตร์

                                            ...จากบทเรียนของท่าน อ. ส.ไชยนันท์...








...ในโหราศาสตร์ได้จัดให้ราศีต่างๆแบ่งส่วนของคนเราเอาไว้ด้วยเริ่มตั้งแต่ราศีเมษจนถึงราศีมีน
โดยแบ่งส่วนของร่างกายไว้ตามราศีทุกราศีจนครบ ๑๒ ราศี ราศีเมษเริ่มที่ศรีษะ และไปหมดเอาที่
เท้าตรงกับราศีมีน ดั่งรูปภาพที่แสดงมาแล้วนี้...


...เพื่อประโยชน์ในการพยากรณ์ ส่วนของโรคภัยไข้เจ็บ หรือส่วนที่ชำรุดของร่างกายคนเราที่มีส่วนสัมพันธ์กับราศี เช่นลัคนาอยู่ราศีเมษ เจ้าชาตามักจะมีไฝ ปาน แผลเป็นที่บริเวณใบหน้าหรือ ศรีษะ
ลัคนาอยู่ราศีพฤษภ จะมีไฝที่บริเวณคอเป็นต้น...


...ผมขอเสริมเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วน...

...หรือแม้กระทั่งว่าถ้ามีดาวบาปเคราะห์มากุมอยู่ที่ราศีใดราศีหนึ่งก็จะเิกิดโรคร้ายตามความหมาย
ของกายวิภาคตามราศี และจะเกิดโทษจากโรคต่างๆ ตามความหมายของดวงดาวนั้นๆ อีกด้วย...

...ต่อไปนี้จะบอกถึงอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้ง ๑๒ ราศี... 

...ข้อมูลจาก ท่าน  อ. พลูหลวง...
...และ พันเอก [ พิเศษ ] เอื้อน มนเทียรทอง

...ราศีเมษ...      บริเวณอวัยวะทั้งหมดของศรีษะ  ผม ใบหน้า สมอง ประสาท กระโหลกศีรษะ

...ราศีพฤษภ... คอ คอหอย คาง ขากรรไกร ลำคอ หลอดลม กระดูกในส่วนดังกล่าว รูปร่างใน

...ส่วนดังกล่าว  เครา หู ใบหู ในช่องหู ...

...ราศีเมถุน...   ไหล่  แขน  สบัก  อก  ปอด  หัวใจ  โลหิต

...ราศีกรกฏ...   เต้านม หน้าอก  ท้อง  สะดือ  ซี่โครง  อวัยวะในช่องท้อง  ลำไส้  ตับ  ม้าม

...ราศีสิงห์...     หัวใจและหลัง  กระดูกสันหลัง  ช่วงหลังตั้งแต่คอถึงเอว 

...ราศีกันย์...    ท้องเหนือสะดือ กระเพาะอาหาร  อวัยวะในช่องท้องน้อย  ลำไส้ใหญ่

...ราศีตุลย์...     ท้องใต้สะดือ  ลำไส้  กระดูกเชิงกราน  อวัยวะขับถ่ายหนัก  ตะโพก ง่ามก้น ไต

...ราศีพิจิก...     อวัยวะเพศ สะโพก ทวารหนักและเบา ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี กะเพาะปัสสาวะ  ขน


...รังไข่  มดลูก  อวัยวะเพศหญิง 

...ราศีธนู...         ขาอ่อน โคนขา  กระดูกส่วนขาอ่อน ท่อนขาตั้งแต่ตะโพกถึงเหนือหัวเข่า

...ราศีมังกร...      หัวเข่า กระดูก  เส้น  เอ็น  ขา

...ราศีกุมภ์...       น่อง หน้าแข้ง

...ราศีมีน...         เท้า ข้อเท้า  อวัยวะขาตั้งแต่หัวเข่าตลอดปลายเท้า 


...ดวงตัวอย่าง...จากบทเรียนของ ท่าน อ.ส.ไชยนันท์ ...

...บาปเคราะห์บีบ ชีวิตไม่ปรกติ...

...ชาย เกิด ๒๘ เม.ย. ๒๔๗๗ เวลา ๐๖.๐๐ น.






... ๑ . อาทิตย์ อังคาร มฤตยู กุมลัคน์
         อาทิตย์       หัวใจ
         อังคาร        สมอง
         มฤตยู         ความตึงเครียด กระทันหัน ทันที

 ...อาทิตย์ อังคาร มฤตยู เส้นโลหิตคั่งในสมอง กระทันหัน...
...หรือความดันโลหิตขึ้นสูง ถึงแก่กรรมทันที...


...๒. เนปจูน บาปเคราะห์เล็งเสาร์  ทำให้เสาร์มีพลังเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า
...เสาร์ส่งความรุนแรง เดือดร้อนให้แก่ อาทิตย์ อังคาร มฤตยู อีก ๓ ดวงด้วยกัน
...และรวมทั้เสร์อีก ๑ ดวง เนปจูนอีก ๑ ดวง รวมเป็น ๕ ดวง ...
...จึงเท่ากับมีบาปเคราะห์บีบลัคน์ถึง ๕ รายการด้วยกัน หรือ ๕ เท่า...
...ยังมีเกตุ ราหู บาปเคราะห์ทำมุมจตุโกณกับลัคน์...

...ดวงชาตานี้ ถูกบีบด้วยบาปเคราะห์ถึง ๗ ดวงด้วยกัน...
...คนที่ถึงแก่กรรมปัจจุบันทันด่วน มีั อังคารเจ้าเรือนมรณะ และมฤตยูกุมลัคน์
...เสาร์ให้อิทธิพลร้ายแก่อาทิตย์ด้วย...

...ผมขออธิบายเสริมเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น...


...ดาว ๗ มีกำลังส่งเฉพาะตัว คือ กำลัง ๓ และกำลัง ๑๐ 
...จากราศีกุมภ์ที่ดาว ๗ สถิตอยู่ นับเป็น ๑ นับ ๒ ที่ราศีมีน นับ ๓ ที่ราศีเมษ
...ที่ดาว ๓ เป็นเกษตร [ แน่นแฟ้น ] เท่ากับ ดาว ๗ ส่งกำลัง ๓ ได้เต็มที่...
...จากที่ดาว ๗ อยู่นับถอยหลังไปที่ราศีมังกรเป็น ๑๒ นับต่อไปที่ราศีธนูเป็น ๑๑
...นับต่อไปอีกที่ราศีพฤศจิก เป็น ๑๐ เป็นเรือนเกษตรของดาว ๓ ภพมรณะ...
...[ การตาย ] เท่ากับดาว ๓ โดนกำลัง ๓ และ ๑๐ ของดาว ๗ ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย...


...ดาว ๑ + ๓ = คู่ศัตรู คู่ผ่าตัด
...ดาว ๖ กับดาว ๗ คู่ศัตรูก็อยู่เรือนของดาวมฤตยูอีกด้วย ทำให้โดนกระตุ้นไปด้วย
...ที่ราศีมีนภพวินาสน์ [ ล้มเหลว ] ดาว ๔ สมองอีกตัวก็โดน ๑๓๐ บีบหน้า และโดน
...๖๗ บีบหลัง และดูไปที่ราศีกันย์ภพอริ [โรคภัย ] ยังโดนดาวเนปจูน เจ้าเรือนภพ
...วินาสน์เล็งเล็ง [ ดาวนับเป็น ๗ ต่อกัน ] มาที่ดาว ๔ อีกขั้นตอนหนึ่ง...


...สรุปว่าโรคภัยเกิดขึ้นที่ราศีเมษ ...

...บริเวณอวัยวะทั้งหมดของศรีษะ ตามกายวิภาค...

...พบกันใหม่ในบทเรียน + บทความต่อไปกันนะครับ...สวัสดี...





         


วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โหราศาสตร์แห่งจักรวาล







...เรื่องราวของชีวิตมนุษย์บนโลกใบนี้ ถูกถอดระหัสจากโค๊ตจักรวาลและแปลเรียบเรียง
ออกมาเป็นใจความของแต่ละดวงชาตาจากวิชา...

                          "โหราศาสตร์"


...ซึ่งเป็นวิทยาการเก่าแก่มีมานานคู่กับมนุษย์โลกวิชาหนึ่ง โหราศาสตร์ไม่ใช่วิชาลึกลับ 
ซับซ้อน ซ่อนเร้นแต่อย่างไร ความยุ่งยาก...วุ่นวาย สับสนเกิดจากตำรับ ...ตำราหรือ... 
ครูบาอาจารย์ผู้สอนนำเอากฏเกณฑ์ที่น่ามึนงง สับสน เอามาใช้กันต่างหาก เอาตำรา
มาปู้ยี่ปู้ยำ ใช้กันอย่างสะเปะสะปะ หรือกฏเกณฑ์ต่างๆที่ล้าสมัยทำให้ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียน
ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆเพราะไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด จำกันไปผิดๆเสียมาก การประสบ
ความสำเร็จจากการเรียนโหราศาสตร์เกิดขึ้นจากการพยายามจดจำหลักเกณฑ์ที่สำคัญ
ต่างๆ เช่น ทำความเข้าใจกับราศีทั้ง ๑๒ ให้ได้อีกทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆมีจักรราศี
ดวงดาว เรือนชาตา ภพเรือน ตรีโกณ จตุโกณฑ์ มุมโยค มุมเบียน มุมเล็งฯลฯ ...


...มาในปัจจุบันนี้โลกได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดูจากสมัยก่อนดูการ์ตูนเรื่อง 
" ยุคจรวด " ในการ์ตูนมีบันไดเลื่อน ตอนที่ดูในตอนนั้นรู้สึกน่าเหลือเชื่อ แต่ในปัจจุบัน
ก็สามารถทำได้มาตั้งนาน-นมมาแล้ว และอีกหลายๆเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ก็เป็นไปแล้ว
อย่างสวยงามหมดจด...แต่ดั้งเดิมมาในวิชาโหราศาสตร์ก็ยังไม่มีดวงดาวที่มีความหมาย
ถึงแอร์ เพราะในสมัยก่อนประเทศเรายังไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้กัน แต่ว่ามาในปัจจุบันมี
ใช้กันอยู่ดาษดื่นทั่วไป...


...ดังนั้นท่าน อ.ส.ไชยนันท์ก็เอาดวงดาวมาประยุกต์ว่า ดาวจันทร์หมายถึงน้ำ ดาวมฤตยู
หมายถึงเครื่องไฟฟ้า ดาวเนปจูนหมายถึง เคมีเมื่อเวลาที่ดาว ๒ จรมากุมดาว ๐ และเกี่ยว
ข้องในทางโยค หรือกุมกันกับดาวเนปจูนในเรือนอริ มรณะ วินาสน์ แปลว่า น้ำยาแอร์มี...
มีปัญหา ก็นับว่าเป็นความคิดที่แยบยลดี และถูกต้องดี...ทันสมัยมากๆนะครับ...ความจริง
เรื่องเอาดาวมารวมกันแล้วแปลความหมายออกมามีมาตั้งแต่โบราณแล้ว...


...อาทิสูตรผสมดาวของท่าน อ.พ.อ  [ พิเศษ ] เอื้อน มนเทียรทอง ก็มีมานานแล้วซึ่งอยู่ใน
ตำรา " ครูโหร " ของท่าน ยังมีของท่าน อ.สิงห์โต สุริยาอารักษ์ ก็มีอยู่ในตาราโหราศาสตร์
ของท่านเช่นกัน...ระบบนี้ทางโหราศาสตร์ไทยบางสำนัก อาจจะไม่ยอมรับกันนัก...แต่ที่จริง
ผมว่า ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์สากล หรือโหราศาสตร์ไทยก็มาจากต้นตอเดียวกันนั่นแหละ
ถ้าเรารู้จักนำมาผสมกันแบบตำน้ำพริกโดยใช้ครกหิน...ก็จะสามารถเข้ากันได้อย่างสนิทชิด
เชื้อเหมือนกับตำน้ำพริกเช่นกัน...


...ถึงแม้ว่าจะเป็นวิชาประเภทอื่นๆ เช่น ไพ่ยิปซี เลข ๗ ตัว กร๊าฟชีวิต ฯลฯ ถ้านำเอาความ
หมายและการผสมกันของดวงดาวเข้าไปผนวกเข้าด้วยกัน ก็น่าจะเกิดผลดี ผลงามขึ้นมา
ไม่ใช่น้อยทีเดียว...เพราะผู้ที่เป็น" โหร " หรือ " หมอดู " จุดประสงค์หลักก็คือทำนายดวง
ชาตาให้ผู้คนเหมือนกัน ผิดกันก็คือเป็นคนละแขนงเท่านั้นเอง...ผมว่า...ผู้เป็นโหรทำนาย
ดวงชาตาจากดวงดาว ฯลฯ วิชาอื่นๆก็ทำนายดวงชาตาจากสื่อต่างๆกันเช่น ไพ่ กร๊าฟ...
เลข ๗ ตัว...ซึ่งที่จริง ตัวเลข กับดวงดาว ก็มีส่วนสัมพันธ์กันอยู่แล้วชนิดที่เรียกว่า แยกกัน
ไม่ออก...โดยเฉพาะในวิชาเลขศาสตร์ ก็จัดว่ามีความแม่นยำไม่น้อยหน้าใครเขาเหมือนกัน


...ทุกประเภทถือว่าเป็นศาสตร์ด้วยกันทั้งสิ้นทุกระบบ ผมคิดว่าทุกฝ่ายจับมือกัน เข้ามาทำ
ความเข้าใจกัน ปรองดองกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันทำให้ศาสตร์ทั้งหลายรวมเป็น
น้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าว่าคิดว่าของเราดีกว่า แม่นกว่าของคนอื่นเขาเลย ช่วยกันพัฒนา
ทำให้ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ทั้งหลายได้บรรลุถึงจุดสูงสุด สุดยอดกันซะที่เถอะครับ...

...อโหรา คือ ชั่วโมง หรือชาตะ
...โหราจารย์ คือผู้ที่ทำนายทางวิชชาโหร
...โหราศาสตร์ คือตำราดูฤกษ์ดาราศาสตร์
...คำว่า"โหร" ไทยอ่านว่าโหร สันสกฤตอ่านว่า โหรา แปลว่า ...

...หมอดูฤกษ์หรือผู้ชำนาญทางดาราศาสตร์
"โหรา" แปลว่า โลกอื่น แปลความหมายได้ว่า"ทายกาลล่วงหน้า หรือว่า
... ดูอนาคตล่วงหน้า
"ศาสตร์" แปลว่า วิชาการต่างๆ
...รวมความได้ว่า โหราศาสตร์แปลว่า วิชาที่ดูอนาคตล่วงหน้า



...เห็นคำแปลที่ว่านี้กันไหมครับ เข้าทางกันทุกประเภทเลยละ!...


...สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ หัวใจของโหราศาสตร์ก็คือ การนำเอา ศาสตร์ องวิชาการ 
บรรจุเอา ศิลปะ คือเทคนิค ลีลา ความสอดคล้อง และก็เสริมต่อด้วย สถิติ ต่างๆ
ที่ต้องรวบรวมเอาไว้...ประเด็นสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือ...บุคคลนั้นจะต้องมี ญาณ พิเศษ
ในตัวอีกด้วย...จึงจะครบสูตร "หัวใจของโหราศาสตร์ " อย่างแท้จริง...





วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระเจ้าตากสิน มหาราช


      ดวงชาตาพระเจ้าตากสิน มหาราช

        ๑๗ เม.ย. ๒๒๗๗  เวลา ๑๒.๑๐ น.       ๑๓
                                                                   ๑           ๕ ปีขาล












... จากปูมโหรของท่าน อ.พลูหลวง ...

... โยคเกณฑ์ ...



๑.ดวงได้ตรีโกณชั้นหนึ่ง มีดาวพฤหัสบดีมหาจักรกับศุกร์มหาอุจจ์ตรีโกณถึงลัคนา...

๒.ดาวอาทิตย์มหาอุจจ์ลอยเหนือศรีษะขณะเกิด...


...วิจารณ์...


๑.ดาวอาทิตย์มหาอุจจ์ลอยเหนือศรีษะขณะเกิด ทำให้พระองค์สามารถตั้งตนเป็นกษัตริย์ได้สำเร็จ
อาทิตย์ธาตุไฟกุมดาวคู่ธาตุดิน คืิ พุธกับเสาร์สร้างความเข้มแข็งแก่ดวงชาตายิ่งนัก...

๒.ขณะที่พระองค์อุบัติบนโลก มีดาวลอยอยู่บนฟ้า ๕ ดวง โดยอยู่กันพร้อมเพรียงครบ ๔ ธาตุพอดี
คือ เนปจูนธาตุน้ำ อาทิตย์มหาอุจจ์ธาตุไฟ พุธกับเสาร์ธาตุดิน ศุกร์มหาอุจจ์ธาตุลม...

๓.ดาวจันทร์ตนุลัคน์ มีดาวตรึงในมุมจตุโกณครบถ้วน คือ...
ดาว พลูโต อังคาร ศุกร์มหาอุจจ์ และเนปจูน...

๔.ดาวศุกร์มหาอุจจ์อยู่ในภพที่ ๙ ศุภะ มีส่วนสำคัญทำให้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นได้ ...
และมีอำนาจเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวหลังจากปราบปรามก๊กต่างๆ ที่แตกแยกกันเป็นหมู่เหล่า...
จนรวบรวมไว้ในอำนาจได้หมดทุกก๊ก...

๕.พระลัคนาสถิตราศีธาตุน้ำ พระองค์จึงได้รับความสำเร็จทางน้ำ โดยยกกองทัพเรือขึ้นมาขับไล่
พม่าข้าศึกออกไปจากเมืองบางกอกจนหมดสิ้น...

๖.ดาวอังคารนักรบตรีโกณถึงกลุ่มดาว ๓ ดวง ในเรือนกัมมะ แสดงว่ากิจกรรมของพระองค์...
ส่วนใหญ่ก็คือการรบทัพจับศึกต้องปราบปรามศัตรูไปทั่วทุกทิศานุทิศ...

๗.เพราะว่าดาวจันทร์ตนุลัคน์ กุมดาวพลูโตมรณะของตนุลัคน์ และยังถูกบาปเคราะห์อังคารกับ
เนปจูนเบียนในมุมฉาก จึงทำให้สุขภาพของพระองค์ทรุดโทรม ด้วยเคร่งเครียดจากการสงคราม
มามาก และท้ายที่สุดก็ถึงแก่เสียพระสติ ให้สังเกตุว่ามีดาวเสาร์นิจเบียนโดยลอยอยู่เหนือศรีษะ
ขณะเกิด และราหูก็ตรึงลัคนาในมุมจตุโกณ ดาวมฤตยูมรณะกับพฤหัสบดีอริตรีโกณถึงพระลัคนา
เป็นเหตุให้ต้องถูกแย่งอำนาจจากพระยาสรรค์ และต้องถูกสำเร็จโทษในที่สุด จันทร์ตนุลัคน์กุม
พลูโตมรณะ มีส่วนให้อ่านดวงพระชาตาได้ว่ามีพระชนมายุสั้น...

๘.ดาวเนปจูนเจ้าเรือนภพที่ ๙ อันเป็นภพของราชบัลลังค์ไปอยู่ที่ภพวินาศนะประการหนึ่ง และยัง
ถูกอังคารบาปเคราะห์เล็งอีกประการหนึ่ง จึงถูกแย่งอำนาจ...

๙.ดาวมฤตยูเจ้าแห่งการเดินทางการแสวงโชคกุมพฤหัสบดีปรากฎว่า พระองค์ยกทัพไปรวบรวม
ไพร่พลที่จันทบุรีจนตั้งตัวได้แล้ว จึงย้อนกลับมาตีข้าศึกจนแตกในภายหลัง...
...ดาวคู่นี้จึงเป็นคู่แห่งโชคลาภทางไกลโดยแท้...


...ข้อสังเกตุ...


...ดวงพระราชชาตาของมหาราชผู้กู้ชาติพระองค์นี้มีดาวเสาร์อยู่ในภพที่ ๑๐ ทำให้พระองค์ต้อง
ลำบาก ต้องรบทัพจับศึกแทบตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์มีความเด็ดขาดมั่นคง พระราชหฤทัย
เด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง จนเป็นที่เกรงกลัวของแม่ทัพ นายกองข้าราชบริพารทั่วไป...ด้วยอำนาจอัน
เด็ดขาดนี้ เป็นเพราะอิทธิพลของดาวเสาร์ ทำให้ทรงควบคุมจิตใจของผู้คนที่ระส่ำระสาย เข้า
เป็นอันหนึ่งอันเดียว จนสามารถกู้ชาติบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จ...

...ดาวเสาร์จึงเป็นดาวที่ให้คุณในความเด็ดเดี่ยว เพราะบุคคลที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวเสาร์

ล้วนแต่ใจคอมั่นคงและยึดมั่นในอุดมการณ์ อย่างแน่วแน่ไม่คลอนแคลนได้ง่าย...

...ดาวเสาร์ กุมดาว ๑ กับ ๔ โดย ๑ เป็นมหาอุจจ์บ่งถึงการกระทำกิจการใหญ่เป็นผลสำเร็จดีเยี่ยม

และตั้งตัวได้...


...ดวงพระราชชาตายังมี ดาว ๖ มหาอุจจ์ กับ ๕ มหาจักรตรีโกณถึงเป็นการส่งเสริมความสำเร็จให้
ดาว ๐ จึงเป็นดาวแห่งการปฎิรูปเปลี่ยนแปลง การเสี่ยง การค้นคว้า การแสวงหาที่ใหม่ๆ ...
ในดวงพระราชชาตากุมดาว ๕ ซึ่งเป็นศุภเคราะห์อันยิ่งใหญ่ ทำให้การเสี่ยงต่างๆ ของพระองค์
ได้รับความสำเร็จดีเยี่ยมตลอดมา...

...แต่ดาวเสาร์นั้นเป็นนิจ ความสำเร็จเกิดขึ้นก็จริงอยู่ แต่โทษย่อมมีในบั้นปลาย ปรากฎว่า...
พระองค์ต้องประสบเคราะห์กรรมอันร้ายแรงยิ่งในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ...




... อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม ...


...เป็นบทความจากปูมโหรท่าน อ.พลูหลวงล้วนๆ ครับ...

...พบกันใหม่ใน บทความ+บทเรียน ต่อไปกันได้ครับ...สวัสดี...